กาวน์ใจ ในไซเบอร์

6 Jul

คุณหมอบล็อกเกอร์ ผู้พิสูจน์พลังเยียวยา ประสานช่องว่างระหว่าง “คนรักษา” กับ “คนป่วย” ผ่านช่องทางออนไลน์ ที่โยงใยโลกทั้งใบเข้าไว้ด้วยกัน

กรณีกระทบกระทั่ง ชังน้ำหน้ากัน ระหว่างหมอ-คนไข้ ทั้งในชั้นสื่อ จนถึงชั้นศาลที่มีให้เห็นเป็นเรื่องเป็นราวกันอยู่บ่อยๆ แม้หลายครั้งความผิดจะค่อนข้างชัดว่าซัดให้หมอรับไปเต็มๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายเคสที่ฝ่ายหมอดวงซวยต้องรับ(คำด่า)ไว้ ก่อนจะทันได้ตรวจทานความจริง

 

คุณหมอบล็อกเกอร์

หมอแมว หรือชื่อเล่นจริงๆ อย่างที่บ้านเรียกว่า “โอ” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชื่อใหม่ เสียงใหม่ของ “หมอแมว” ว่า เกิดขึ้นจากความว่าง ในครั้งที่เป็นหมอประจำโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เมื่อ 6 ปีก่อน และพบปัญหาคนไข้ชอบถามคำถามเดิมๆ และไม่ค่อยรู้วิธีการปฏิบัติตัวเวลามาโรงพยาบาล ซึ่งทำให้หมออย่างเขาต้องทำงานสื่อสารอธิบายมากขึ้น
ความที่ต้องพูดต้องตอบเรื่องเดิมๆ อยู่บ่อยๆ หมอแมวก็เลยหันมาเขียนบล็อกแทน เพื่อจะได้เก็บข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน พอมีคนมาถามก็เอาลิงค์เข้าไปแปะให้

“จำได้ว่าเรื่องแรกที่ใส่เข้าไป คือ เรื่องท้องเสีย ว่าพอท้องเสียแล้วจะทำยังไง แล้วเรื่องต่อมา คือ มีคนไข้มาร้องเรียนว่า ล้มหัวกระแทกพื้นแต่ไปหาหมอแล้วหมอกลับไม่ยอมส่งไปเอ็กซ์เรย์ กลับสั่งให้นอนโรงพยาบาลเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ผมก็ต้องไปเขียนอธิบายให้เข้าใจ ว่า ขั้นตอนการทำงานของหมอในกรณีที่เจอเหตุแบบนี้ หมอต้องทำอะไรบ้าง

อย่างการที่หมอให้นอนโรงพยาบาล ก็เพื่อเอาไว้รอดูอาการก่อน  24 ชั่วโมงว่าจะมีอาการอะไรหรือไม่ ถ้ามี ถึงจะส่งไปเอ็กซ์เรย์สมองต่อ” หมอแมวเล่า ถึงวิธีการเลือกเรื่องว่าจะหยิบเรื่องไหนมาพูดดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจ หรือ จำเป็นต้องพูดถึงโดยด่วน

อย่างเช่น เคสการแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 ที่มีคนเข้าใจผิดคิดว่าฉีดวัคซีนครั้งเดียว กันได้ไปจนตาย ที่สำคัญพาดพิงไปถึงหมอดวงซวยที่ไปแนะนำให้คนไข้ฉีดว่า “หมออยากให้ฉีดเพราะจะเอาตังค์” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด คุณหมอบล็อกเกอร์จึงต้องรีบไปชี้แจง ว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นมันเปลี่ยนกันทุกปี ฉะนั้นวัคซีนก็ต้องเปลี่ยนตาม เป็นต้น

ทัศนคติแง่ลบ เป็นเรื่องที่พบเจอได้ง่ายมากในโลกไซเบอร์ ซึ่งจากการคลุกคลีมานาน หมอแมวจับสังเกตได้ว่า ถ้ามีคนเข้ามาเขียนอธิบายในทิศทางตรงข้ามโดยมีข้อเท็จจริงมายืนยัน คนที่เคยด่าแบบไหลตามน้ำจะน้อยลง โดยคนกลุ่มนี้จะรอก่อนว่า จะมีความคิดเห็นไหนบ้างที่เห็นแย้งอย่างมีเหตุมีผล

โดยหลายครั้ง คำตอบที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจากคนเป็นหมอ สามารถหยุดเรื่องร้อนลงได้ก่อนที่จะต่อเนื่องไปจนถึงสื่อ ซึ่งชอบเข้ามาเก็บประเด็นเอาไปเสนอต่อ

การสร้างมิตร เลี่ยงการปะทะ ไม่ชวนทะเลาะ โดยเน้นที่การให้ข้อมูล คือ หลักการประจำตัวของหมอแมว ในทุกครั้งที่เขาเข้ามาตอบคำถามข้อสงสัย หรือแม้แต่ข้อติติงเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน คำว่า “หมอทำถูกแล้ว” จะไม่เคยปรากฏอยู่ในข้อเขียนของหมอรายนี้เลย แต่จะใช้วิธีอธิบายข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ และมอบอำนาจการตัดสินใจไปสู่คนอ่าน

 

 

โฆษกไม่ได้รับเชิญ

ด้วยความหวังที่ว่า ในความเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่องถ้ารีบให้ข้อมูลที่ถูกต้องเสียแต่เนิ่นๆ นอกจากจะสามารถหยุดความเข้าใจที่ผิดๆ ได้แล้ว ความรู้ที่ถูกก็ยังมีโอกาสที่จะแพร่กระจายต่อไปในวงกว้างได้มากและเร็วยิ่งขึ้นด้วย
“เราก็หวังว่า พอเขียนไปแล้ว คนที่เข้ามาอ่านจะส่งต่อ แล้วพอส่งต่อกันไปเรื่อยๆ นักข่าวก็จะเอาไปเสนอ ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะข้อมูลมันจะแพร่ไปได้อีกกว้าง”

ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็น “ธุระไม่ใช่” แต่แทบทุกครั้งที่มีคำถามหรือความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนเกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต หมอแมว ผู้นี้เป็นต้องรีบไปหาข้อมูลและคำตอบมาให้

“หมอหนึ่งคนหัวโขนมันเยอะมากเลยนะ เอาง่ายๆ ตอนผมอยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด เขาบอกว่าต้องมีคลินิคเบาหวาน คลินิควัณโรค คลินิคความดัน คลินิคเอชไอวี คลินิคอะไรไม่รู้อีกตั้ง 5-6 อัน ชื่อคนที่ดูแลก็เป็น พิรัตน์.. พิรัตน์..พิรัตน์..พิรัตน์ เป็นผมคนเดียวหมดเลย

ถ้าเกิดมีเคสเบาหวานที่จังหวัด ก็อ้ะ.. หมอพิรัตน์ไป เดี๋ยวก็มีเรียกประชุมตรวจเวชระเบียนก็ อ้ะ.. หมอพิรัตน์ไป เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าไม่มีหน่วยงานไหนเขาทำทันกันอยู่แล้ว ในเมื่อเราทำได้ ก็ช่วยๆ กันเขียนกระจายความรู้ไป ซึ่งถ้าหมอทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตแล้วช่วยกันทำแบบนี้ แทนที่จะไม่พอใจเรื่องไหน ก็ไปเขียนโต้ตอบกลับไปกลับมา ผมว่าเขียนข้อมูล ข้อเท็จจริงลงไปน่าจะดีกว่า”

ในมุมมองของหมอหนุ่มรายนี้ เสียงในโลกไซเบอร์นั้นสำคัญและมองข้ามไปไม่ได้ เพราะเขาถือว่า เสียงเหล่านี้ คือ เสียงที่มาจากความคิดของคนไข้จริงๆ โดยเฉพาะกับวัฒนธรรมบ้านเรา ที่ถึงแม้คนไข้จะไม่พอใจหมอ แต่ต่อหน้าก็ไม่ถามไม่บ่น ช่องทางออนไลน์ก็เลยกลายเป็นสนามของคนขี้บ่นไปโดยปริยาย

หมอแมวเห็นว่า หมอทุกคนควรจะฟังเสียงบ่นในอินเทอร์เน็ต เพราะข้อดี คือ คนไข้บ่นจากความคิดของเขาจริงๆ แม้ว่าหลายๆ เรื่อง หมอเองจะรู้อยู่ว่าคนไข้เข้าใจผิด แต่ถ้าไม่ฟังแล้วเราจะไปแก้จากผิดให้เป็นถูกได้อย่างไร
6 ปีของการเป็น “หมอแมว” นั้น มากเพียงพอที่จะให้คนในเสื้อกาวน์อย่างเขาสรุปความสัมพันธ์ของคนไข้และหมอ ว่า แท้ที่จริงแล้ว เป็นปัญหาของการสื่อสารเสียมากกว่า

“คือหมอเองก็อยากจะให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเราก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดในความคิดเราให้กับเขา ซึ่งมันกลับกลายเป็นว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ผมมองว่า ในปัจจุบันหมอก็คุยรู้เรื่องนะ สามารถแปลภาษาหมอมาเป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้เต็มที่แล้วนะ แต่ปัญหาคือ หมอยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคนไข้ต้องการอะไร

ล่าสุด วันนี้เลย (23 มิ.ย.2554) สดๆ ร้อนๆ มีคนไข้มาหาผม แล้วพอตรวจเสร็จ เขาก็ถามว่าเป็นอะไรมากมั้ย ผมก็ตอบไปว่าตอนนี้เป็นไข้อยู่ มีภาวะขาดน้ำ หมอก็สงสัยว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออก เขาก็ถามอีกว่าแล้วจะเป็นอะไรมากมั้ย ผมก็บอกว่าเดี๋ยวให้น้ำเกลือ น้ำอะไรเสร็จ ถ้าผลตรวจเลือดออกมาดี เดี๋ยวก็คงให้กลับบ้าน เขาก็ถามคล้ายๆ เดิมอีกว่า แล้วมันจะเป็นอะไรมากมั้ย ผมก็นึกสักพักหนึ่งว่าเขาอยากรู้อะไร แล้วก็ตอบไปว่า เดี๋ยวให้น้ำพวกนี้เสร็จก็กลับบ้านได้แล้ว ไม่น่าจะต้องนอนโรงพยาบาล

เท่านี้ก็จบ เขาไม่ถามอะไรต่อ ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ก็จะกลายเป็นว่า แทนที่เขาจะไปบ่นว่าหมอคนนี้ทำไมไม่บอกซักที ว่าจะต้องนอนโรงพยาบาลหรือเปล่า เขาก็จะไปบ่นว่าหมอคนนี้คุยไม่รู้เรื่อง” คุณหมอบล็อกเกอร์ยกตัวอย่าง

พร้อมกับให้คำตอบยืนยันว่า นี่แหละคือ ธุระของคนเป็นหมออย่างเขา ในการที่จะต้องทำความเข้าใจคนไข้ ถึงคนไข้ตั้งคำถามมาไม่ถูก หมอก็ยังมีหน้าที่เดาความต้องการของเขาจริงๆ

“ถึงเขาจะถามไม่รู้เรื่อง หรือ เราจะแปลคำถามไปคนละแบบ สุดท้ายเราก็มีแต่เสียกับเสียครับ ถ้าเราไม่เข้าใจคนไข้


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: