Tag Archives: ควมาหมายของสมรรถนะ

สมรรถนะคืออะไร ทำไมต้องสนใจถึงสมรรถนะ (competency)

1 Oct

                สมรรถนะ (competency) เป็นปัจจัยในการทำงานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่องค์การ  โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารทรัพยากรมนุษย์  เพราะสมรรถนะเป็นปัจจัยช่วยให้พัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อให้ส่งผลไปสู่การพัฒนาองค์การ
               องค์การต่าง ๆ จึงพยายามเอาสมรรถนะมาใช้เป็นปัจจัยในการบริหารองค์การในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารทรัพยากรมนุษย์  การพัฒนาหลักสูตร  การพัฒนางานบริการ  หรือการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร  เป็นต้น  ดังนั้นเพื่อให้มองเห็นกรอบความคิด  และแนวความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับสมรรถนะจึงจะกล่าวถึงความเป็นมา  และความหมาย  องค์ประกอบประเภทของสมรรถนะ  การกำหนดสมรรถนะ  การวัดสมรรถนะ  และการประยุกต์ใช้สมรรถนะ

ความเป็นมาและความหมายของสมรรถนะaboutus

              แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะเริ่มจากการนำเสนอบทความทางวิชาการของเดวิด  แมคเคิลแลนด์ (David C. McClelland) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาววาร์ดเมื่อปี ค.ศ.1960ซึ่งกล่าวถึง  ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะที่ดีของบุคคล(excellent performer) ในองค์การกับระดับทักษะความรู้  ความสามารถ  โดยกล่าวว่า  การวัด IQ  และการทดสอบบุคลิกภาพ  ยังไม่เหมาะสมในการทำนายความสามารถ  หรือสมรรถนะของบุคคลได้  เพราะไม่ได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงออกมาได้
             ในปี ค.ศ.1970  US State Department  ได้ติดต่อบริษัท McBer ซึ่งแมคเคิลแลนด์เป็นผู้บริหารอยู่  เพื่อให้หาเครื่องมือชนิดใหม่ที่สามารถทำนายผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างแม่นยำ  แทนแบบทดสอบเก่า  ซึ่งไม่สัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงาน  เนื่องจากคนได้คะแนนดีแต่ปฏิบัติงานไม่ประสบผลสำเร็จ  จึงต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่  แมคเคิลแลนด์ได้เขียนบทความ “Testing  for  competence  rather  than  for  intelligence”  ในวารสาร  American  Psychologist  เพื่อเผยแพร่แนวคิดและสร้างแบบประเมินแบบใหม่ที่เรียกว่า  Behavioral  Event  Interview (BEI) เป็นเครื่องมือประเมินที่ค้นหาผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี  ซึ่งแมคเคิลแลนด์  เรียกว่า  สมรรถนะ (Competency)
           ในปี ค.ศ.1982  ริชาร์ด  โบยาตซิส (Richard  Boyatzis) ได้เขียนหนังสือชื่อ  The  Competen  Manager  :  A  Model  of  Effective  Performance  และได้นิยามคำว่า  competencies  เป็นความสามารถในงานหรือเป็นคุณลักษณะที่อยู่ภายในบุคคลที่นำไปสู่การปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ
            ปี ค.ศ.1994  แกรีแฮเมลและซีเค.พราฮาราด (Gary Hamel  และ C.K.Prahalad) ได้เขียนหนังสือชื่อ  Competing for The  Future ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดที่สำคัญ  คือ  Core  Competencies  เป็นความสามารถหลักของธุรกิจ  ซึ่งถือว่าในการประกอบธุรกิจนั้นจะต้องมีเนื้อหาสาระหลัก  เช่น  พื้นฐานความรู้  ทักษะ  และความสามารถในการทำงานอะไรได้บ้าง   และอยู่ในระดับใด  จึงทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการขององค์การ
 
           ในปัจจุบันองค์การของเอกชนชั้นนำได้นำแนวคิดสมรรถนะไปใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานมากขึ้น  และยอมรับว่าเป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่องค์การต้องได้รับความพึงพอใจอยู่ในระดับต้น ๆ มีการสำรวจพบว่ามี 708 บริษัททั่วโลก  นำ Core  Competency  เป็น 1 ใน 25 เครื่องมือที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ  3 รองจาก Coporate Code of Ethics  และ  Strategic Planning (พสุ  เดชะรินทร์  2546 : 13)  แสดงว่า Core  competency  จะมีบทบาทสำคัญที่จะเข้าไปช่วยให้งานบริหารประสบความสำเร็จ  จึงมีผู้สนใจศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการนำหลักการของสมรรถนะมาปรับให้เพิ่มมากขึ้น หน่วยงานของรัฐและเอกชนของไทยหลายหน่วยงานได้ให้ความสนใจนำมาใช้เช่น  บริษัทปูนซีเมนต์ไทย  ปตท.  และสำนักงานข้าราชการพลเรือน  เป็นต้น

สำหรับความหมายของสมรรถนะมีการให้ความหมายไว้หลายนัย  ดังจะยกตัวอย่างการให้ความหมายของนักวิชาการบางท่าน  ดังนี้

competency                สก็อต  บี  พารี  (Scott B. Parry) นิยามคำว่าสมรรถนะว่าคือ  กลุ่มของความรู้ (knowledge)  ทักษะ(skills) และคุณลักษณะ (attributes)  ที่เกี่ยวข้องกัน  ซึ่งมีผลกระทบต่องานหลักของตำแหน่งงานหนึ่ง ๆ โดยกลุ่มความรู้  ทักษะ  และคุณลักษณะดังกล่าว  สัมพันธ์กับผลงานของตำแหน่งงานนั้น ๆ และสามารถวัดผลเทียบกับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ  และเป็นสิ่งที่สามารถเสริมสร้างขึ้นได้  โดยผ่านการฝึกอบรมและการพัฒนา (สุกัญญา  รัศมีธรรมโชติ  2004 : 48)

                แมคเคิลแลนด์  กล่าวว่า  สมรรถนะคือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในปัจเจกบุคคล  ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้น  สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดี  หรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ

                อานนท์  ศักดิ์วรวิชญ์ (2547 : 61) ได้สรุปคำนิยามของสมรรถนะไว้ว่า  สมรรถนะ คือ  คุณลักษณะของบุคคล  ซึ่งได้แก่  ความรู้  ทักษะ  ความสามารถ  และคุณสมบัติต่าง ๆ   อันได้แก่  ค่านิยม  จริยธรรม  บุคลิกภาพ  คุณลักษณะทางกายภาพ  และอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นและสอดคล้องกับความเหมาะสมกับองค์การ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสามารถจำแนกได้ว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ต้องมีคุณลักษณะเด่น ๆ อะไร  หรือลักษณะสำคัญ ๆ อะไรบ้าง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  สาเหตุที่ทำงานแล้วไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะขาดคุณลักษณะบางประการคืออะไร  เป็นต้น

แนวคิดหลักการของ Competency
talent1_1
 องค์ประกอบของสมรรถนะ

                หลักตามแนวคิดของแมคเคิลแลนด์มี 5 ส่วนคือ

                1.  ความรู้ (knowledge) คือ  ความรู้เฉพาะในเรื่องที่ต้องรู้  เป็นความรู้ที่เป็นสาระสำคัญ  เช่น  ความรู้ด้านเครื่องยนต์  เป็นต้น
                2.  ทักษะ (skill) คือ  สิ่งที่ต้องการให้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เช่น  ทักษะทางคอมพิวเตอร์  ทักษะทางการถ่ายทอดความรู้  เป็นต้น  ทักษะที่เกิดได้นั้นมาจากพื้นฐานทางความรู้ และสามารถปฏิบัติได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว
                3.   ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง (self – concept) คือ  เจตคติ  ค่านิยม  และความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตน  หรือสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็น  เช่น  ความมั่นใจในตนเอง  เป็นต้น
               4.   บุคลิกลักษณะประจำตัวของบุคคล (traits) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น  เช่น  คนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้  หรือมีลักษณะเป็นผู้นำ  เป็นต้น
               5.   แรงจูงใจ / เจตคติ (motives / attitude) เป็นแรงจูงใจ หรือแรงขับภายใน   ซึ่งทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่เป้าหมาย  หรือมุ่งสู่ความสำเร็จ  เป็นต้น

ประเภทของสมรรถนะ
      สมรรถนะสามารถจำแนกได้เป็น 5 ประเภทคือ
      1.   สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal Competencies)
            หมายถึง  สมรรถนะที่แต่ละคนมี  เป็นความสามารถเฉพาะตัว  คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้   เช่น  การต่อสู้ป้องกันตัวของ  จา  พนม  นักแสดงชื่อดังในหนังเรื่อง “ต้มยำกุ้ง”   ความสามารถของนักดนตรี  นักกายกรรม  และนักกีฬา  เป็นต้น  ลักษณะเหล่านี้ยากที่จะเลียนแบบ  หรือต้องมีความพยายามสูงมาก
     2.   สมรรถนะเฉพาะงาน  (Job  Competencies)
            หมายถึง  สมรรถนะของบุคคลกับการทำงานในตำแหน่ง  หรือบทบาทเฉพาะตัว  เช่น  อาชีพนักสำรวจ  ก็ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข  การคิดคำนวณ  ความสามารถในการทำบัญชี  เป็นต้น 
      3.   สมรรถนะองค์การ (Organization  Competencies) 
             หมายถึง  ความสามารถพิเศษเฉพาะองค์การนั้นเท่านั้น  เช่น  บริษัท  เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด  เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า  หรือบริษัทฟอร์ด (มอเตอร์) จำกัด  มีความสามารถในการผลิตรถยนต์  เป็นต้น  หรือ บริษัท ที โอ เอ (ประเทศไทย) จำกัด  มีความสามารถในการผลิตสี   เป็นต้น
KnowN10_0349      4.   สมรรถนะหลัก (Core  Competencies) 
             หมายถึง  ความสามารถสำคัญที่บุคคลต้องมี  หรือต้องทำเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  เช่น  พนักงานเลขานุการสำนักงาน  ต้องมีสมรรถนะหลัก คือ  การใช้คอมพิวเตอร์ได้  ติดต่อประสานงานได้ดี  เป็นต้น  หรือ  ผู้จัดการบริษัท  ต้องมีสมรรถนะหลัก คือ  การสื่อสาร  การวางแผน  และการบริหารจัดการ  และการทำงานเป็นทีม  เป็นต้น
       5.   สมรรถนะในงาน (Functional  Competencies)
              หมายถึง  ความสามารถของบุคคลที่มีตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ  ตำแหน่งหน้าที่อาจเหมือน  แต่ความสามารถตามหน้าที่ต่างกัน  เช่น  ข้าราชการตำรวจเหมือนกัน  แต่มีความสามารถต่างกัน  บางคนมีสมรรถนะทางการสืบสวน  สอบสวน  บางคนมีสมรรถนะทางปราบปราม  เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง
          เดชา  เดชะวัฒนไพศาล.  (2543).  “Competency – Based  Human  Resources  Management,” HR  Magazine.  21(4) (ต.ค. – ธ.ค.) : 12 – 22.
          เทื้อน  ทองแก้ว(2552) สมรรถนะ (Competency) : หลักการและแนวปฏิบัติ [ออนไลน์] สืบค้นได้
                       จาก
http://dusithost.dusit.ac.th/~ei/tuan/file21122005046.doc 
          สุกัญญา  รัศมีธรรมโชติ.  (2004). “Competency : เครื่องมือการบริหารที่ปฏิเสธไม่ได้,”Productivity.  9(53) (พ.ย. – ธ.ค.) : 44 – 48.
          อานนท์  ศักดิ์วรวิชญ์.  (2547).  “แนวคิดเรื่องสมรรถนะ Competency :เรื่องเก่าที่เรายังหลงทาง,”  Chulalongkon  Review.  16(ก.ค. – ก.ย.) : 57 – 72.
           McClelland, D.C.   (1973).  “Testing  for  Competence  rather  than  for  Intelligence,”American  Psychologist.  28 , 1 – 14.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.